วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Learning Log 6 ในห้องเรียน


Learning Log 6
ในห้องเรียน
                  การเรียนรู้ในห้องเรียนครั้งนี้ ดิฉันได้เรียนรู้ 2 ประเด็นด้วยกัน คือ เรื่อง adjective clause และการเปลี่ยนประโยค adjective clause เป็น adjective phrase โดยประเด็นแรกที่ได้เรียนในครั้งนี้คือ adjective clause ซึ่ง adjective clause คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนคุณศัพท์ขยายนามหรือแสดงลักษณะของคำนามหรือคำสรรพนาม ปกติแล้ว adjective Clause จะเชื่อมด้วยประพันธสรรพนาม ปกติแล้ว adjective Clause จะเชื่อมด้วยประพันธสรรพนาม โดยที่ประพันธสรรพนาม นั้นจะเชื่อมคุณานุประโยค ดังกล่าวกับคำนามหรือสรรพนามที่มันขยาย ประพันธสรรพนาม (Relative Pronouns ) เหล่านั้นได้แก่ that, which, where, when, why, who, whom ,whose, how, in which, of which, of whom เป็นต้น สำหรับการใช้คำประพันธสรรพนาม (Relative Pronouns) นั้น เป็นสรรพนามที่ใช้เชื่อมใจความสำคัญเข้าด้วยกันโดยใช้เชื่อม adjective Clause (คุณานุประโยค) ที่ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายคำนามหรือคำสรรพนามที่วางอยู่ข้างหน้า

Learning Log 5 นอกห้องเรียน


Learning Log 5
นอกห้องเรียน
                      การเรียนรู้นอกห้องเรียนครั้งนี้ ดิฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะการฟัง ดิฉันฝึกโดยใช้เทคนิคจากการเรียนรู้ครั้งนี้ หลายคนมักจะพูดว่า ทำอย่างไรให้ภาษาอังกฤษรู้เรื่องและพูดภาษาอังกฤษเก่งหรือ ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องหรือทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้เก่ง คำพูดเหล่านี้มักจะเจอบ่อยสำหรับคนที่อยากจะพูดภาษาอังกฤษได้ดีทั้งที่เรียนภาษาอังกฤษมาแล้วมากมาย บางคนเรียนมากแล้วมากกว่า 10 ปี บางคนเรียนภาษาอังกฤษกับสถาบันสอนภาษาอังกฤษหลายสถาบัน แต่ยังไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ซักที บางคนสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้ดีและเข้าใจได้ดี หรือบางคนทำคะแนนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้ดี แต่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้
                      สาเหตุที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้คือ ทักษะการฟังภาษาอังกฤษกล่าวคือ เราต้องพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษก่อนและต้องฟังประโยคซ้ำๆ หลายๆรอบจนขึ้นใจ แล้วุดตามได้อย่างเข้าใจออกเสียงตามให้เหมือนที่สุด หรืออาจไม่เข้าใจความหมายหรือคำแปล หากเราลองนึกดูว่าภาษาไทยที่เราพูด อ่านและเขียนได้ในปัจจุบันนั้นมีพื้นฐานมาจากการฟังจนเข้าใจในสิ่งที่เราได้รับฟังมา แล้วเลียนเสียง พูดตามจนได้ หลังจากนั้นจึงเริ่มเรียนการเขียนแล้วจึงตามมาด้วยการอ่าน เช่นเดียวกันถ้าหากเราได้ฟังภาษาอังกฤษหลายๆรอบ บ่อยๆ ซ้ำๆ จนขึ้นใจแล้วเราจะพบว่าเราสามารถฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องและเข้าใจโดยอัตโนมัติ ยอกจากนั้นยังสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อีกด้วย

Learning Log 4 นอกห้องเรียน


Learning Log 4
นอกห้องเรียน
                   การเรียนรู้นอกห้องเรียนในครั้งนี้ดิฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการฝึกทักษะการอ่าน reading skill โดยทั่วไปผู้ที่ไม่ค่อยอ่านหนังสือภาษาต่างประเทศนั้น ต้องใช้ความอุสาหะและความพยายามเป็นอย่างมากในการทำความเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่าน นอกจากนี้เมื่ออ่านน้อยวิธีอ่านที่ใช้ก็มักด้อยประสิทธิภาพด้วยในทางตรงกันข้ามผู้ที่อ่านหนังสืออยู่เสมอจะมีพัฒนาการในการอ่านดีกว่า ตลอดจนสามารถใช้ทักษะและกลวิธีการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพกว่า การอ่านเป็นประจำมีประโยชน์ต่อการฝึกทักษะและความคล่องแคล่วในการอ่าน รวมทั้งเกิดความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน ทั้งนี้เพราะการอ่านเป็นกิจกรรมที่ใช้ทักษะและความชำนาญ ดังนั้นการฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษจึงมีความสำคัญที่จะช่วยให้ผู้อ่านนำข้อมูลที่ได้ไปแก้ปัญหาต่างๆและความสำคัญอีกประการหนึ่งที่กล่าวในหัวข้อต่อไปก็คือ การเรียนรู้ทักษะการอ่านแบบต่างๆ ได้แก่ การอ่านแบบ skimming , scanning และ speed reading ซึ่งวิธีการอ่านเหล่านี้มีความจำเป็นต่อผู้อ่านที่จะช่วยให้ผู้อ่านเกิดการเรียนรู้และเลือกใช้ตามความเหมาะสม

Learning Log 4 ในห้องเรียน


                                                                      Learning Log 4
                                                                ในห้องเรียน
                     ประโยคในภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีความใกล้เคียงกัน สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเราควรศึกษาประโยค (sentences) หมายถึง กลุ่มคำหรือข้อความที่กล่าวออกมาแล้วมีใจความสมบูรณ์ ประโยคประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ก็คือ ภาคประธานและภาคแสดง ภาคประธาน (subject) มีหลายรูปแบบเช่น เป็นคำนาม คำสรรพนาม อนุประโยค เป็น gerund phrase เป็น infinitive phrase ส่วนภาคแสดงนั้น (predicate) จะต้องประกอบด้วยคำกริยา และมีกรรมที่ร่วมเรียกว่า verb completion หรือส่วนขยายที่เรียกว่า verb modifiers สำหรับชนิดของประโยคนั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภทดังนี้
                     ประเภทที่ 1 ประโยคความเดียว (simple sentence) คือประโยคที่มีอิสระ (independent clause) เพียงประโยคเดียวหรือกลุ่มคำหรือข้อความที่พูดออกไปแล้วมีใจความเดียว คือ มีประธานตัวเดียวและกริยาตัวเดียว เช่น My son does his exercise every day. The little boy often buy some toys. สำหรับ somple sentence นั้นยังแบ่งออกเป็นประโยคย่อยได้อีก 5 ประโยค ดังนี้         

Learning Log 3 นอกห้องเรียน


Learning Log 3
นอกห้องเรียน
                    การเรียนรู้ในห้องเรียนในครั้งนี้ดิฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้และการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษทั้งสี่ด้าน คือ ทักษะการฟัง  การพูด การอ่านและการเขียน ทักษะเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างมากในการเรียนภาษาอังกฤษเนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลมมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพราะใช้เป็นภาษาสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศอย่างกว้างขวางและในอนาคตอันใกล้นี้ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียนของประเทศไทยจะทำให้ภาษาอังกฤษมีบทบาทมากยิ่งขึ้นแต่จากการสำรวจพบว่าทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียนและนักศึกษาส่วนใหญ่ในประเทศไทยในปัจจุบันนั้นยังมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำจึงจำเป็นต้องปรับปรุงและพัฒนาอย่างเร่งด่วน การหาวิธีการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียน นักศึกษาไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมกับชาติอื่นๆจึงเป็นซึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้านของตัวเองในการตั้งใจฝึกฝนการใช้ภาษาเพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Learning log 3 ในห้องเรียน


Learning Log 3
ในห้องเรียน
                   การเรียนรู้ในห้องเรียนครั้งนี้ดิฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ประเด็นที่สำคัญในการเรียนภาษอังกฤษ นั่นก็คือ เรื่อง tense เนื่องจากในปัจจุบันภาษาอังกฤษนับได้ว่าเป็นภาษาที่มีความสำคัญมาก ภาษาหนึ่งและเป็นภาษาหลักที่หลายประเทศใช้ในการติดต่อสื่อสาร สิ่งสำคัญพื้นฐานของภาษาอังกฤษ นอกจากจะมีคำศัพท์ที่จะต้องจดจำแล้ว ยังมีเรื่องของ tense ซึ่งเป็นไวยากรณ์พื้นฐานของภาษาอังกฤษ หากสามารถรู้และเข้าใจถึงโครงสร้างของ tense ก็จะทำให้สะดวกในการพูด การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น ซึ่ง tense นั้นคือ รูปแบบ โครงสร้าง ของกริยาที่แสดงให้เราทราบว่าการกระทำหรือเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นเมื่อไร tense เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าใช้ tense ไม่ถูกต้องเราก็จะสื่อภาษากันไม่ได้ เพราะในประโยคภาษาอังกฤษนั้น จะอยู่ในรูปของ tense เสมอ ซึ่งต่างกับภาไทยที่จะมีข้อความบอกว่าเกิดขึ้นเมื่อไร มาช่วยเสมอ แต่ภาษาอังกฤษจะใช้รูป tense มาเป็นตัวบอก ดังนั้นการศึกษาเรื่อง tense จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง tense ในภาษาอังกฤษจะแบ่งออกเป็น 3 tense ใหญ่ๆ คือ Present Tense ปัจจุบัน , Past Tense อดีตกาล , Future Tense อนาคตกาล ซึ่งในแต่ละ tense ยังแยกย่อยได้ tense ละ 4 แบบ คือ Simple tense , Continuous tense , Perfect tense และ Perfect continuous tense  

Learning Log 1

Learning Log 1
(ในห้องเรียนและนอกห้องเรียน)
            จากการที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียนสามารถสรุปได้ 2 ประเด็นคือ ประเด็นที่หนึ่งความรู้เกี่ยวกับ I + 1 Comprehensible input จากโครงสร้างสรุปได้ว่า I = ตัวนักเรียน (ประสบการณ์เดิม/การนำไปใช้) 1=ครู(ความรู้ที่ครูต้องให้กับนักเรียน) comprehensible input = ความเข้าใจในสิ่งที่จะป้อนเข้าไป ซึ่งจะอธิบายได้ว่า นักเรียนจะเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อครูให้ภาษาที่ยากกว่าความรู้เดิมของนักเรียน ซึ่งครูจะต้องเลือกข้อมูลและระดับของนักเรียนให้ถูกต้องและเหมาะสม เมื่อครูทราบระระดับของนักเรียนแล้วความรู้ที่ครูจะให้กับนักเรียนนั้นก็ต้องเริ่มจากหนึ่ง เพราะการเรียนรู้จะเกิดได้แค่หนึ่งเท่านั้น และครูต้องให้นักเรียนเกิดช่องว่างในการเรียนรู้ให้น้อยที่สุดเมื่อนักเรียนเกิดการเรียนรู้แล้วผลลัพธ์ที่ได้ก็มาจากทั้งครูและนักเรียน                                                                                                                                                                     
       ประเด็นที่สอง ความรู้เกี่ยวกับกาล (Tense) คำกริยาในประโยคภาษาอังกฤษจะบอกการกระทำให้ทราบว่าเกิดขึ้นเมื่อไร เกิดขึ้นแล้วหรือจะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้วในอดีตและยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน คำกริยาในภาษาไทยไม่บอกกาลในบางกรณีอาจดูเวลาของการกระทำได้จากคำกริยา ประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้กาลต่างกัน อาจแปลเป็นภาษาไทยเหมือนกันคล้ายกับว่าไม่มีข้อแตกต่างกันเลย